วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ล่องเรือเที่ยวแม่น้ำท่าจีน ณ ตลาดน้ำดอนหวาย

       พาลูกเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทริปนี้เราจะพาไปล่องเรือกันค่ะ ล่องเรือเที่ยวชมทัศนียภาพของสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน ณ  ตลาดน้ำดอนหวาย

       ตลาดน้ำดอนหวาย ตั้งอยู่ใน อ. สามพราน จ. นครปฐม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายๆ ท่านอาจจะเคยไปเลือกชิม เลือกซ๊อปกันมาบ้างแล้ว ตลาดดอนหวายเป็นแหล่งขายของกินทั้งคาวหวานมากมาย เช่น เป็ดพะโล้ ขาหมูทอด ปลาตะเพียนต้มเค็ม ปลาสลิดแดดเดียว น้ำพริก ผักสดต่างๆ ขนุน และผลไม้หลากหลายชนิด ขนมตาล ขนมไทยๆ ต่าง  แต่สำหรับในครั้งนี้นอกจากช็อป ชิม แล้ว  เราจะไปชิลกันต่อกับการล่องเรือชมวิวชายฝั่งแม่น้ำกันบ้างค่ะ เราใช้บริการของเรือศรีสวัสดิ์ย้อนยุค จะมีเรือออกเป็นรอบๆ ราคาต่อคนอยู่ระหว่าง 80-120 บาท ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วแต่รอบ (สามารถตรวจสอบข้อมูลได้จาก  www.rueasrisawatyonyuk.com )

       สำหรับเส้นทางล่องเรือของทริปนี้ จะออกจากตลาดดอนหวายมุ่งหน้าไปถึงวัดไร่ขิง จากนั้นกลับเรือลอยลำเลี้ยงปลาสวายที่หน้าวัด แล้วล่องกลับมาตามเส้นทางเดิม รวมเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งไม่นานเกินไปสำหรับเด็กๆ เป็นการเปิดประสบการณ์เรียนรู้ภายนอกห้องเรียน ทั้งสนุก ทั้งได้ความอบอุ่นจากพ่อแม่ และได้เรียนรู้เรื่องราวรอบตัวหลายๆ เรื่องพร้อมกัน สำหรับผู้ใหญ่อาจมองว่ามันธรรมดา แต่สำหรับลูกมันคือโลกที่เค้าเพิ่งได้เรียนรู้จัก และตื่นเต้นไปกับมัน

       ตลาดน้ำดอนหวายเปิดให้บริการทุกวัน  พิกัดของ ตลาดน้ำดอนหวาย 

     
















วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หาดวนกร

       กำลังมองหาที่เที่ยวกันอยู่หรือเปล่าคะ หากใครชอบความสงบ เงียบๆ ส่วนตั๊ว ส่วนตัว เชิญทางนี้เลยค่ะ มาเดินเล่นชาดหาด กินลมชมวิว นอนชิลๆ ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งกัน ขอต้อนรับสู่... หาดวนกร

       หาดวนกร ตั้งอยู่ในเขต ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เป็นชายหาดที่ทอดยาวลงไปในทะเล หาดทรายขาวสะอาดสวยงาม ตลอดแนวชายฝั่งเต็มไปด้วยสนทะเลและสนประดิพัทธ์ บางช่วงจะเปิดให้ดำน้ำชมประการังได้ด้วยที่เกาะจานและเกาะท้ายทรีย์ (สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่หน้าเพจ อุทยานแห่งชาติหาดวนกร )

       หาดวนกรมีทั้งบ้านพักและลานกางเต้นท์ แต่ไฮไลท์ของเราก็คือ กางเต้นท์นอนใต้ต้นสน ริมชายหาด  ฟังเสียงคลื่นกันไปเพลินๆ แต่ช่วงกลางคืนไม่มีลม อาจจะร้อนสักหน่อย ใครชอบสายนี้ก็เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมนะคะ จะได้นอนหลับสบาย 

       สิ่งอำนวยความสะดวก มีห้องน้ำและอ่างล้างจาน แต่จะเดินไกลสักหน่อย อยู่คนละฝั่งถนน (ด้านหลังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) มีร้านค้าสวัสดิการ แต่พอค่ำๆ ก็ปิดแล้ว (ร้านค้าสวัสดิการ ( ร้านอาหาร) เปิดบริการทุกวันเวลา 08.00 น. - 17.00 น. )  
       
       สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง พิพิธภัณท์สัตว์น้ำหว้ากอ ด่านชายแดนสิงขร ฯลฯ

       พิกัด หาดวนกร












วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สะพานมอญ สะพานแห่งความสามัคคีและแรงศรัทธา

ณ ดินแดนสามประสบ อันเป็นที่บรรจบกันของลำน้ำสามสาย อันได้แก่ ซองกาเรีย บิคลี่ และ รันตี หลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล พหลนราทร์ มหาคณิย์สร บวรสังฆาราม คามวาสี) ร่วมกับชาวบ้าน ชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ ได้สร้างกุฏิ ศาลาขึ้น เพื่อเป็นสำนักสงฆ์ และต่อมาได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นวัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2505 มีชื่อว่า "วัดวังก์วิเวการาม"  
ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2511 ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้เริ่มต้นโครงการสำรวจแควน้อย (ซึ่งแม่น้ำแควน้อยรับน้ำมาจากลำน้ำบิคลี่ ซองกาเรีย และรันตี ก่อนไหลรวมไปบรรจบกับแม่น้ำแควใหญ่และกลายเป็นแม่น้ำแม่กลองที่ ต.ปากแพรก จ.กาญจนบุรี) จากการสำรวจพบว่าบริเวณเขาแหลมเหมาะที่จะสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โดย ครม. มีมติอนุมัติโครงการเขื่อนเขาแหลมเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 9,110 ล้านบาท การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2528 มีงานรัฐพิธีเปิดในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2529 จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อใหม่ว่า "เขื่อนวชิราลงกรณ์" เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 
"เขื่อนวชิราลงกรณ์" หรือชื่อเดิม "เขื่อนเขาแหลม" ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จากการสร้างเขื่อนเขาแหลมเมื่อเริ่มกักเก็บน้ำจะทำให้น้ำท่วมบริเวณวัดหลังเก่า ทำให้วัดรวมถึงชาวบ้านราว 1,000 ครอบครัวต้องย้ายไปยังที่ใหม่ในบริเวณปัจจุบัน  และในช่วงหน้าแล้งเมื่อน้ำลดลงเราจะยังคงสามารถมองเห็นวัดหลังเก่า และปัจจุบันจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบ Unseen Thailand
จากวัดสู่ชุมชนมอญบ้านวังกะ ที่ผูกพันธ์กันมาอย่างยาวนาน ชุมชนชาวมอญแห่งนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2491 - พ.ศ. 2495 ชาวมอญกลุ่มแรกเดินทางจากเมืองเมาะละแหม่ง อันเนื่องมาจากเหตุความไม่สงบในทางการเมือง ได้มารวมตัวกันอยู่ที่บ้านวังกะล่าง ห่างจากที่ว่าการกิ่งอำเภอวังกะ ประมาณ 3-5 กิโลเมตร แต่การเดินทางจากหมู่บ้านไปยังกิ่งอำเภอยากลำบากมาก เพราะบริเวณที่ว่าการเป็นป่ารกทึบ หลวงพ่ออุตตมะจึงเจรจาขอที่ดินฝั่งตรงข้ามอำเภอ คนละฝั่งแม่น้ำซองกาเรีย ให้ชาวมอญตั้งหลักแหล่ง ช่วยกันหักร้างถางพงและทำนุบำรุงอำเภอ 
พื้นที่บ้านวังกะหมู่ 2 เดิมอยู่ในที่ราบลุ่มและหุบเขา เมื่อปี พ.ศ. 2521 ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้เวนคืนที่ดิน เพื่อจัดสร้างเขื่อน หลวงพ่อจึงขอที่ดินใหม่จากการไฟฟ้าฯ มาสร้างวัดและแบ่งส่วนให้ชาวบ้านสร้างเป็นที่อยู่อาศัยในพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ รอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม
จากเรื่องราวในอดีตจึงไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียแห่งนี้ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่มีความยาว 445 เมตร ถึงได้ถูกสร้างขึ้นมาจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2530 เนื่องมาจากความร่วมแรงร่วมใจด้วยแรงศรัทธาที่มีพ่อหลวงพ่ออุตตมะ จึงตั้งชื่อสะพานนี้ว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" (หรือ "สะพานมอญ" )
สะพานแห่งนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมาจนกระทั่ง ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 สะพานได้พังลง เนื่องจากฝนตกหนักสะสม ประกอบกับมีสวะ และเศษไม้พัดมา บวกกับแรงน้ำที่เชี่ยวกราก ปะทะเข้ากับตอม่อของสะพาน ชาวบ้านและเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม พระมหาสุชาติ สิริปัญโญ  ได้ร่วมกันก่อสร้างสะพานลูกบวบขึ้น เพื่อใช้เป็นสะพานชั่วคราว สามารถสร้างได้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่นาน จากนั้นทางจังหวัดได้ทำสัญญาว่าจ้างแบบวิธีพิเศษกับผู้รับเหมารายหนึ่ง ในวงเงินงบประมาณ 16,347,000 บาท เพื่อดำเนินการซ่อมแซมสะพาน กำหนดสัญญา 120 วัน (ในช่วง 8 เม.ย.57 ถึง  6 ส.ค.57) แต่ผลการดำเนินงานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้ชาวบ้านใน อ.สังขละบุรี ออกมาคัดค้านเรียกร้องให้ยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา โดยมีทหารเข้ามาไกล่เกลี่ยและยืดเวลาให้ผู้รับเหมาอีก 30 วัน แต่ก็ไม่สามารถซ่อมได้เสร็จตามกำหนด จนในที่สุดทหารช่างจากค่ายค่ายสุรสีห์ ร่วมกับชาวบ้านและวัดได้ร่วมมือร่วมใจกันซ่อมแซมต่อ จนแล้วเสร็จและเปิดใข้สะพานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็น"วันครบรอบชาตกาล 104 ปี หลวงพ่ออุตตมะ"
สะพานมอญแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สะพานที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างผู้คนสองฟากฝั่งลำน้ำซองกาเรียเท่านั้น แต่ยังเป็นอนุสรณ์ถึงแรงศรัทธาของชาวชุมชนใกล้เคียงที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ และพระพุทธศาสนา เป็นสะพานที่เป็นมากกว่าสะพานไม้ทั่วไป หากแต่เป็น "สะพานแห่งความสามัคคีและแรงศรัทธา"

"หงส์" สัญลักษณ์ประจำชาติมอญ




วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผู้พิชิตลานหินปุ่ม

       สายลมธรรมชาติกับลานหินกว้างริมหน้าผา เป็นภาพอันชวนแปลกตาและความรู้สึกที่แสนจะอิ่มใจ แม้จะผ่านการเดินเท้ามาเกือบ 2 กิโลเมตร แต่ความเหนื่อยเมื่อยล้าจะหายไปทันทีที่ถึงจุดหมาย ลานหินกว้างใหญ่อยู่บนยอดเขาแบบนี้ มีอยู่ในบริเวณรอยต่อ ระหว่างจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ จัดเป็นหินที่อยู่ในหมวดหินภูพาน กลุ่มหินโคราช ซึ่งประกอบด้วยหินทรายเนื้อควอตซ์สีขาวชั้นหนา เป็นหินที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีสารซิลิกาสูง

       ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 4 กม. ภายในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจด้านธรณีวิทยา ได้แก่

       ลานหินปุ่ม เกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติ เมื่อประมาณ 110 ล้านปีที่ผ่านมา การผุพังและกร่อนของหินทรายเนื้อแข็งทำให้เกิดปุ่มหินยอดมนโผล่เป็นจุดๆ เรียงรายต่อเนื่องกันไปอย่างเป็นระเบียบ

       ในบริเวณใกล้เคียงยังพบลานหินแตก เนื้อที่ 40 ไร่ พบรอยแตกเป็นร่องแนวยาวตรง เหมือนแผ่นดินแยก มีความกว้าง 1-2 เมตร ลึกหลายเมตร ยาวต่อเนื่องหลายสิบเมตร บางร่องมีน้ำไหลอยู่ข้างล่าง ลานหินแตกเกิดจากการแตกหักและการยกตัวเป็นเทือกเขา ทำให้ชั้นหินบริวเวณนี้โก่งตัวขึ้น แต่เนื่องจากหินแข็งไม่สามารถโก่งตัวได้ดี จึงแตกออกเป็นรอยแยก และขยายเป็นร่องลึก

       หมอนหินซ้อน  เกิดจากการแตกของผิวหน้าของหินอันเนื่องจากอุณหภูมิแตกต่างกัน ทำให้หินเกิดขยายตัวและหดตัว จนแตกเป็นรูปหลายเหลี่ยม วางเรียงตัวสอดประสานกัน เมื่อมองด้านข้างมีลักษณะคล้ายหมอนขนาดเล็กเรียงเป็นแถวซ้อนกันขนานไปกับแนวชั้นหิน

       นอกจากลักษณะอันโดดเด่นทางภฺมิทัศน์แล้ว ภายในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าแห่งนี้ยังมีประว้ติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้มาอย่างยาวนาน (ช่วง พ.ศ. 2511-พ.ศ.2525) โดยสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าทึบจึงถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ปรากฏหลักฐานที่ยังคงอยู่ได้แก่ โรงเรียนการเมืองการทหาร สำนักอำนาจรัฐ และกังหันน้ำ เป็นต้น

       พิกัด : ลานหินปุ่ม


ลานหินปุ่ม






ผาชูธง






วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ขับรถเที่ยวกินลมชมวิวถนนเลียบชายทะเลเมืองจันทบุรี นามว่า "เฉลิมบูรพาชลทิต"

       หากพูดถึงชายทะเลภาคตะวันออกแล้ว จันทบุรีเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีทะเลสวยๆ หลายแห่ง ไม่แพ้จังหวัดอื่นเลย อีกทั้งยังมีถนนเพื่อการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเล ที่จัดสร้างโดยกรมทางหลวงชนบทนามว่า เฉลิมบูรพาชลทิต ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

       ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต เริ่มต้นเส้นทางตั้งแต่แหลมแม่พิมพ์ จังหวัดระยอง ผ่านจังหวัดจันทบุรี ไปสิ้นสุดที่จังหวัดตราด เป็นถนน 2 เลนวิ่งสวนทางกัน ไฮไลท์ของถนนเส้นนี้จะเป็นช่วงที่ผ่านหาดคุ้งวิมานลัดเลาะเลียบชายหาดไปจนถึงจุดชมวิวเนินนางพญา นับว่าเป็นช่วงที่สวยงามที่สุด มีที่จอดรถให้แวะถ่ายรูปและชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ในบริเวณไม่ห่างกันนัก ยังมีจุดชมวิวมุมสูงอีกแห่งหนึ่ง คือจุดชมวิวหาดคุ้งวิมาน จากจุดนี้มองลงมาจะเห็นทะเลสวยๆ น้ำใสๆ ของชายหาดคุ้งวิมาน

       ตามเส้นทางหมายเลข 4036 ซึ่งมีป้ายชื่อ เฉลิมบูรพาชลทิต ตลอดสาย เมื่อมาถึงวงเวียนพะยูนเล่นน้ำหากเลี้ยวไปทางแหลมเสด็จจะผ่านแหล่งท่องเที่ยวป่าชายเลน นั่นก็คือ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน ณ ศูนย์ฯแห่งนี้จะมีสะพานไม้ทอดยาวลงไปยังป่าชายเลน มีพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ต้นแสม ต้นลำพูทะเล ซึ่งจะมีป้ายชื่อบอกไว้ให้ทราบ และยังมีศาลาต่างๆ เป็นจุดพักและศึกษาข้อมูลตลอดทาง หากเป็นช่วงน้ำลง มองลงไปข้างล่างจะเห็นปูแสม ปลาตีน เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นพะยูนเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า ครั้งนึงทะเลแถบนี้เคยมีพะยูนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีแหล่งอาหารที่พะยูนชอบ ได้แก่ หญ้าผมนาง (Halodule pinifolia) และหญ้าชะเงาใบยาว หรือ ว่านน้ำ (Enhalus acoroides)   พะยูนตัวสุดท้ายที่พบในทะเลแถบนี้คือเมื่อปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากหญ้าทะเลลดน้อยลง (พะยูน (Dugong dugon) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในภาษาพื้นบ้านเรียกว่า หมูดุด เนื่องจากกินอาหารคล้ายวัวเล็มหญ้าหรือดุด)

       ขับรถย้อนกลับเข้าเส้นทางเดิมผ่านหาดเจ้าหลาวถึงช่วงทางโค้งจะพบกับที่เที่ยวอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ ลานหินสีชมพู ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่าวคุ้งกระเบน (เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8:00 - 17:00 น. ค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 20 บาท) หินสีชมพูเป็นหินประเภทหินทรายอาร์โคส (Arkosic Sandstone) ณ ที่แห่งนี้เหมาะกับคนที่ชอบผจญภัยปีนป่ายไปตามเส้นทางโขดหิน และในบริเวณนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กางเต้นท์อีกด้วย

       ไปกันต่อตามเส้นทางสาย เฉลิมบูรพาชลทิต ในบางช่วงอาจจะมองไม่เห็นทะเล แต่ถ้าดูจากแผนที่จะยังคงเป็นถนนที่ขนานไปกับชายฝั่ง ระหว่างทางมีจุดให้แวะเที่ยวชมอีกหลายแห่ง จนมาข้ามสะพานแหลมสิงห์ ชื่อเป็นทางการว่า สะพานตากสินมหาราช สะพานแห่งนี้มีความยาว 1,060 เมตร ข้ามปากแม่น้ำจันทบุรี  ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2551

       บริเวณใกล้กับชายหาดแหลมสิงห์ ก็จะเจอกับคุกขี้ไก่ สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ.112 หรือปี พ.ศ. 2436 เป็นอิฐแดงกว้าง 4 เมตร สูง 10 เมตร หลังคาเดิมมุงกระเบื้องรูปทรงปิรามิด สร้างโดยชาวฝรั่งเศส ลักษณะเป็นป้อมที่ทหารฝรั่งเศสเอาไว้คุมขังนักโทษ โดยเลี้ยงไก่ไว้ข้างบน มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ด้าน ปัจจุบันได้ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539

       ทะเลจันทบุรีมาที่เดียว เที่ยวได้ตลอดทาง นี่เป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยว ที่ไม่ควรพลาด
บนถนนสายเลียบชายทะเลนี้ หากมาจันทบุรีแล้วมีเวลาหลายวัน ยังมีสถานที่อื่นๆ ให้เที่ยวอีกมากมาย
เป็นอีกเมืองที่มีเสน่ห์ มีแหล่งท่องเที่ยวและของดีมากมาย ดังคำขวัญที่ว่า "น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี"


พิกัดแหล่งท่องเที่ยว





โค้งเนินนางพญา


โค้งเนินนางพญา
ภาพถ่าย จากจุดชมวิวเนินนางพญา

ภาพถ่าย จากจุดชมวิวเนินนางพญา











จุดชมวิวชายหาดคุ้งวิมาน
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน


ลานหินสีชมพู อยู่ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่าวคุ้งกระเบน


ภาพถ่าย จากสะพานแหลมสิงห์




คุกขี้ไก่ ร.ศ. 112





วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

       โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาวิธีปรับปรุงดินเสื่อมโทรม ให้กลับมาเพาะปลูกได้ พื้นที่แห่งนี้กลายมาเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ในบรรยากาศร่มรื่น มีพื้นที่ 849 ไร่

       ภายในโครงการมีต้นไม้ใหญ่มากมาย บรรยากาศร่มรื่น สามารถขับรถชมรอบๆ หรือใครอยากปั่นจักรยานก็สามารถทำได้ ด้านหน้าจะมีพื้นที่ปลูกปอเทือง  ในช่วงที่พวกเราไปปอเทืองออกดอกแล้วกำลังจะไถกลบ บางช่วงจะมีปลูกดอกทานตะวันด้วย นอกจากนี้ยังมีแปลงสะสมพันธ์หญ้าแฝก และมีการนำหญ้าแฝกไปปลูกร่วมกับไม้อื่นๆ เพราะรากของหญ้าแฝกนอกจากช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำแล้วยังเป็นแหล่งสะสมอาหารของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ชวยเพิ่มธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุในดินได้เป็นอย่างดี

       ขับรถวนไปเรื่อยๆ จึงมาถึงทางเดินศึกษาธรรมชาติ เป็นทางเดินขึ้นเขา ชวนเจ้าตัวเล็กไปปะลองกำลังกันหน่อย กว่าจะถึงยอดเขาก็จูงบ้าง อุ้มบ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้ฝึกความทรหดอดทน ใครอยากพาลูกมาลองเดินบ้างไม่ว่ากันค่ะ แต่ให้ระวังยุงสักหน่อย ยุงเยอะเอาเรื่องเลย ขึ้นถึงยอดเขาสามารถมองลงมาเห็นวิวด้านล่างรวมถึงอ่างเก็บน้ำของโครงการฯ

       และก่อนกลับเรามาแวะด้านหน้ากันอีกครั้ง มีเขาวงกตด้วยนะ แต่ว่าพวกเราขอตัวไม่เข้าแล้วกันใช้กำลังไปเยอะมากกับการเดินศึกษาธรรมชาติเมื่อสักครู่ และอากาศค่อนข้างร้อน แต่ถึงจะเหนื่อยอย่างไรเจ้าตัวเล็กก็ยังมีรอยยิ้มให้ชื่นใจได้เสมอ

       โครงการฯ ตั้งอยู่ในเขต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี พิกัด :  โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม  หากใครมีเวลาแวะเข้าไปเที่ยมชมกันได้ค่ะ หรือหากต้องการไปศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะก็ติดต่อไปที่ได้เจ้าหน้าที่เลยค่ะเห็นมี Facebook อยู่

  Facebook : ศูนย์ศึกษาฯเขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกต้นประดู่ เมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2539


ทุ่งปอเทือง

แปลงปลูกหญ้าแฝก

ทางเดินศึกษาธรรมชาติ

ทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ทางเดินศึกษาธรรมชาติ


อ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้ม

เขาวงกต @เขาชะงุ้ม